แลมพาร์ดเผยโชคลางตั้งแต่เล่นจนเป็นกุนซือเชลซี

แฟร้งค์ แลมพาร์ด เผยความเชื่อเรื่องโชคลาง
แฟร้งค์ แลมพาร์ด เผยความเชื่อเรื่องโชคลาง

แฟร้งค์ แลมพาร์ด เผยความเชื่อเรื่องโชคลาง

"<yoastmark

แฟร้งค์ แลมพาร์ด เผยความเชื่อเรื่องโชคลาง ของตัวเองตั้งค้าแข้งจนมาเป็นกุนซือ เชลซี ก็ยังทำเหมือนเดิม

แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม เชลซี ที่เพิ่งคว้ารางวัลกุนซือยอดเยี่ยม พรีเมียร์ลีก ประจำเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา

ยอมรับว่า ตัวเองเชื่อเรื่องโชคลางที่มักทำเป็นประจำตั้งแต่สมัยเป็นนักเตะจนถึงเวลานี้ อย่างเช่นมักพาสุนัขคู่ใจออกไปเดินเล่นเวลาเดิม

และซื้อกาแฟร้านเดิม เป็นต้น

นายใหญ่ “สิงห์บลูส์” เผยว่า “ผมมีกิจวัตรประจำวันอย่าง พาสุนัขออกไปเดิน หรือเวลาไหนที่ผมจะออก

หรือรองเท้าที่ผมใส่ในการฝึกซ้อม ผมจะพาสุนัขออกไปเดินในเวลาเดิมๆ ก่อนฝึกซ้อมผมจะพามันเดินไปร้านกาแฟ เพื่อซื้อกาแฟ

เดินไปรอบแล้วพามันกลับบ้าน จากนั้นก็ออกไปซ้อม” ดูบอลออนไลน์

“นอกจากนั้น ผมยังชอบเข้ายิมอีกด้วย นั่นเป็นอีกหนึ่งความเชื่อเรื่องโชคลางของผม ผมจะใช้เวลาเหมือนเหมือนเดิมในการปั่นจักรยานคือ 50 นาที

หรือจำนวนระยะทางวิ่งที่เท่าเดิม หากผมไม่ได้ทำแบบนั้น ผมจะรู้สึกแบบแปลกๆ”

“แฟร้งค์ แลมพาร์ด  ทำมันมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเตะแล้ว ในห้องแต่งตัวของเรามันเป็นเรื่องปกติ จอห์น เทอร์รี่ ก็มีความเชื่อมาก

สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่า เราทุกคนมีความแตกต่างกัน ผมตลกกับมันอยู่บ้าง แต่ผมคิดว่า มันแสดงให้เห็นว่า คุณต้องการชนะแค่ไหน

ไม่ว่ามันจะมีผลหรือไม่ก็ตาม” แลมพาร์ด ทิ้งท้าย

เปิดประวัติ

แฟรงก์ แลมพาร์ด มีชื่อเต็มว่า แฟรงก์ เจมส์ แลมพาร์ด   เกิดวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 1978 ที่กรุงลอนดอน ในตระกูลนักฟุตบอล

โดยพ่อของเขาคือ แฟรงก์ แลมพาร์ด (ซีเนียร์)

เป็นอดีตกองหลังทีมชาติอังกฤษ ลุงของเขาคือ แฮร์รี เรดแนปป์ ปัจจุบันเป็นผู้จัดการสโมสรฟุตบอลควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส

และเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ เจมี เรดแนปป์เป็นอดีตนักเตะของเซาแทมป์ตันเช่นเดียวกัน

การศึกษาจบจากมหาวิทยาลัยลอนดอน เขาเป็นหนึ่งในอดีตนักเตะเยาวชนของ เวสต์แฮมยูไนเต็ด และเคยถูกยืมตัวไปเล่นกับ สวอนซีซิตี ใน ค.ศ. 1995

และย้ายมาร่วมสโมสร เชลซี ใน ค.ศ. 2001 ติดทีมชาติอังกฤษครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1999 และยังเป็นมิดฟิลด์ที่ได้รับการยกย่องอย่างมาก

แม้ว่าผลงานในตอนนี้จะแผ่วลงไปบ้าง ไม่ว่าจะกับทีมต้นสังกัดหรือทีมชาติอังกฤษ จากที่มีข่าวคราวว่าเล่นไม่เข้าขากับสตีเวน เจอร์ราร์ด กัปตันทีมลิเวอร์พูล

น่าแปลกใจที่ทั้งสองเคยสนิทกัน แต่แม้กระทั่งงานแต่งงานของเจอร์ราร์ด ก็ไม่มี แลมพาร์ด ในงานเลี้ยงนั้น เมื่อ 22 มิถุนายน 2007 ที่ผ่านมา

แลมพาร์ด  เป็นกองกลางที่ทำประตูได้ 200 ประตู ซึ่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร และเป็นกองกลางคนที่สองต่อจากแมธทิว ทริสเซอร์

ที่ทำประตูมากว่า 100 ประตู เว็บพนัน

ในพรีเมียร์ลีก นอกจากนี้ แฟร้งค์ แลมพาร์ด  ยังทำสถิติเป็นผู้เล่นคนเดียวที่ทำประตูในพรีเมียร์ลีกมากกว่า 10 ประตูติดต่อกันถึง 9 ฤดูกาลอีกด้วย

 

แฟรงก์ แลมพาร์ด เริ่มต้นอาชีพฟุตบอลกับสโมสรเวสต์แฮมยูไนเต็ด โดยลงเล่นกับทีมเยาวชนตั้งแต่ ปี 1993 และสร้างผลงานได้ดีพอสมควร

โดยเขายังเป็นลูกชายของแฟรงก์ แลมพาร์ด (ซีเนียร์) ผู้ช่วยคนสำคัญของแฮร์รี เรดแนปป์ กุนซือของเวสต์แฮมในขณะนั้นซึ่งเป็นลุงของเขา

1994/1995 เซ็นสัญญาเป็นนักเตะกับสโมสรเวสต์แฮมยูไนเต็ด แต่เขาก็ยังไม่ได้ลงเล่นในชุดใหญ่ โดยลงเล่นในทีมสำรองของสโมสรอื่น

1995/1996 แล้วโอกาสสัมผัสเกมกับทีมชุดใหญ่ก็เกิดขึ้นในฤดูกาลนี้ โดยลงเล่นเป็นตัวสำรองในเกมพรีเมียร์ชิพ และเขาลงเล่นให้เวสต์แฮม 2 นัด

ก็ถูกปล่อยตัวให้สวอนซีซิตี ทีมในดิวิชัน 2 ยืมตัวไปใช้งาน โดยลงเล่นกับสวอนซี 9 นัด ทำได้ 1 ประตู

 

1996/1997 หลังจากกลับมาจากการยืมตัวเขาก็ได้ลงเล่นให้ทีมมากขึ้นในฤดูกาลต่อมา โดยลงเล่นอีก 13 นัด แต่ก็มาโชคร้ายกระดูกขาขวาแตกในนัดปะทะ

กับแอสตันวิลลาทำให้ต้องพักยาว

1997/1998 กลับมาเล่นให้ทีมอีกครั้ง โดยยึดตำแหน่งตัวจริงได้สำเร็จ และลงเล่นทั้งหมด 31 นัด ทำได้ 4 ประตู กลายเป็นมิดฟิลด์ดาวรุ่งขวัญใจกองเชียร์

ทีมขุนค้อนจากผลงานอย่างต่อเนื่องกับเวสต์แฮมทำให้เขามีชื่อติดทีมชาติอังกฤษชุดเล็ก

1998/1999 ยังคงเล่นกับเวสต์แฮมอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ผลงานของทีมจะไปได้ไม่ไกลนัก แต่ชื่อของแฟรงก์ แลมพาร์ดก็เริ่มเข้าไปอยู่ในใจของบรรดากุนซือ

ทั้งหลาย

โดยเขาลงเล่นให้เวสต์แฮม 38 นัด ทำได้ 5 ประตู

1999/2000 ฤดูกาลนี้เวสต์แฮมผ่านเข้าไปเล่นยูฟ่าคัพ โดยผ่านการคัดเลือกจากถ้วยอินเตอร์โตโตคัพด้วย ซึ่งแลมพาร์ดก็ยังเล่นให้ทีมอย่างต่อเนื่อง

โดยเขาลงเล่นทั้งสิ้น 34 นัด ทำได้ 7 ประตู และเขาก็มีชื่อติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ โดยเขาลงเล่นครั้งแรกในนัดกระชับมิตรกับเบลเยียมที่สเตเดียมออฟไลต์

(สนามเหย้าของซันเดอร์แลนด์) ในวันที่ 10 ตุลาคม 1999

2000/2001 เขาเป็นนักเตะที่ผลงานคงเส้นคงวามากที่สุดคนหนึ่งในพรีเมียร์ชิพ โดยปีนี้เขาลงเล่น 30 นัด ทำได้ 7 ประตู

แต่ผลงานของทีมก็ไม่น่าประทับใจนัก

ซึ่งหลังจบฤดูกาลมีหลายทีมต่างให้ความสนใจในตัวเขา และก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นในทีม พ่อและลุงของเขาถูกสโมสรไล่ออก

ทำให้เขาเริ่มไม่มีความสุขกับทีมต้นสังกัด และก็เป็นกุนซือ เกลาดีโอ รานีเอรี ของเชลซีที่เสนอเงิน 11 ล้านปอนด์เพื่อซื้อตัวเขาไปร่วมทีม

 

2001/2002 เขากลายมาเป็นนักเตะของเชลซีโดยเซ็นสัญญาในวันที่ 14 มิถุนายน 2001 ด้วยค่าตัว 11 ล้านปอนด์

และเริ่มต้นชีวิตการค้าแข้งที่ท้าทายใหม่อีกครั้งโดย  แฟร้งค์ แลมพาร์ด  ลงเล่นเป็นกองกลางเคียงข้างกับแอมานุแอล เปอตี ซึ่งถือว่าเป็นคู่กองกลางที่แข็งแกร่งมาก

เขาพาทีมเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศเอฟเอคัพในฤดูกาลแรกของทีมสิงโตน้ำเงินครามแต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อนัดชิงพ่ายกับอาร์เซนอล

ซึ่งฤดูกาลนี้เองที่อาร์เซนอลคว้าดับเบิลแชมป์เป็นครั้งที่สอง โดยแลมพาร์ดลงเล่นในลีกทั้งสิ้น 37 นัด ทำได้ 5 ประตู

และ 1 ประตูจาก 4 เกมในยูฟ่าคัพ ถึงแม้ว่าฤดูกาลนี้เขาจะโชว์ผลงานได้ยอดเยี่ยม แต่ก็ไม่มีชื่อติดทีมชาติไปร่วมฟุตบอลโลก 2002 ที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่น

 

2002/2003 จากความผิดหวังที่ไม่ได้ร่วมทีมไปฟุตบอลโลกทำให้เขาตั้งใจเล่นมากขึ้นกว่าเดิม และพยายามอย่างยิ่งที่จะไปยึดตัวจริงในทีมชาติอังกฤษ

ซึ่งเขาก็ทำได้ดีเลยทีเดียวโดยพาทีมคว้าอันดับ 4 ของลีก แย่งตำแหน่งการไปเล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกให้ทีมได้สำเร็จ โดยฤดูกาลนี้เขาลงเล่นในลีก 38 นัด

ทำได้ 6 ประตู และ 1 ประตูจาก 2 เกมในยูฟ่าคัพ จากผลงานที่ดีวันดีคืนของเขาทำให้เขามีโอกาสก้าวขึ้นไปติดทีมชาติบ่อยครั้งขึ้น

 

2003/2004 ปีนี้เขาโชว์ฟอร์มได้ดีพอสมควร ทั้งในนามทีมชาติ และกับสโมสรโดยเขาลงเล่นในลีก 38 นัด ทำได้ 10 ประตู และ 4 ประตูจาก 14 เกม

ในยูฟ่าแชมเปียนลีก เขาได้รางวัลอันดับ 2 นักเตะยอดเยี่ยมของ PFA โดยเป็นรองตีแยรี อ็องรี นักเตะระดับโลกของอาร์เซนอล

และปีนี้เองเขายังทำประตูในนามทีมชาติเป็นครั้งแรกในนัดกระชับมิตรพบกับโครเอเชีย ในวันที่ 20 สิงหาคม 2003

ในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือยูโร 2004 ที่โปรตุเกสปีนี้เขามีชื่อเป็นตัวจริง ในฐานะนักเตะคนสำคัญของทีม เขาลงเล่นนัดแรกพบฝรั่งเศส

และอังกฤษชนะไป 2-1 โดยแลมพาร์ด ทำได้ 1 ประตู ซึ่งนัดต่อมาพบ สวิตเซอร์แลนด์ เขาก็พาทีมชนะไป 3-0 โดยต่อมาพบกับ โครเอเชีย

และแลมพาร์ดก็ยิงอีก 1 ประตูในชัยชนะ 4-2 แต่แล้วอังกฤษก็ต้องตกรอบต่อมาด้วยฝีมือเจ้าภาพ ในการดวลจุดโทษ...อ่านต่อ..

 

ติดตามโปรโมชั่นดีๆของทางเว็บได้ที่Line@ufabet13

 

 

 

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*